1
jun. 2026
Vipassana-retraite — Juni 2026
จัดเตรียมสถานที่ปฏิบัติธรรมวันพรุ่งนี้ #ธรรมมาสน์พระวิปัสสนาจารย์#โ…
maandag 1 juni 2026
– dinsdag 30 juni 2026
Leeghwaterpark 7, Purmerend
Driedaagse vipassana-meditatieretraite (kammatthana) volgens de Mahasatipatthana Sutta, binnen het programma 'Pha Jai Ma Sai Tham', van 5 t/m 7 juni 2026. Onder begeleiding van Phra Ajahn Phra Maha Samran Theerametee: zitmeditatie, loopmeditatie en persoonlijke aanwijzingen. De volgende retraite is in juli — anumodana aan alle deelnemers.
ต้นฉบับภาษาไทย · Thais origineel
จัดเตรียมสถานที่ปฏิบัติธรรมวันพรุ่งนี้ #ธรรมมาสน์พระวิปัสสนาจารย์#โต๊ะอาหารครูบาอาจารย์#โต๊ะอาหารสำหรับโยคีผู้ปฏิบัติ#โต๊ะวางอาหารสำหรับโยคีผู้ปฏิบัติ#เก้าอี้รับรองสำหรับเจ้าภาพอาหารคอร์สวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสูตร ภายใต้โครงการ "พาใจมาใส่ธรรม"ประจำเดือน มิถุนายน 5-7เรียบร้อยแล้ว
คอร์สปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานภายใต้โครงการ "พาใจมาใส่ธรรม"
คอร์สวิปัสสนากัมมัฏฐานพาใจมาใส่ธรรมไม่ต้องไปหาความสุขไม่ต้องไปหาความสมบูรณ์ที่ไหนไกลแค่ใจเราสงบก็คือชีวิตทีดีแล้ว#เมื่อพอใจก็สุขเย็น#เมื่อพอเป็นก็สุขใจอนุโมทนาสาธุเป็นบุญยิ่งแล้ว
ทิ้งทวนแต่ไม่ทิ้งธรรมถ้าภาวนาเป็นประจำธรรมจะไม่ทิ้งเราในภาคเช้าพระอาจารย์พระมหาสำราญ ธีรเมธีเมตตานำโยคีผู้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม แนะนำแนวทางในการปฏิบัติอนุโมทนาสาธุเป็นบุญยิ่งแล้ว
คอร์สปฎิบัติธรรม เดือนมิถุนายน 2569 Ep. 2
คอร์สปฎิบัติธรรม เดือนมิถุนายน 2569 Ep. 1
ปิดคอร์สปฏิบัติธรรม พาใจมาใฝ่ธรรมประขำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ ระหว่างวันที่ ๕-๗ มิถุนายน ๒๕๖๙ แล้วเจอกันใหม่ในเดือน กรกฏาคม นี้ ทุกท่าน อนุโมทนากับทุกท่าน สาธุ
ปิดคอร์สปฏิบัติธรรม
ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569
อนุโมทนาบุญ
คุณฉวีวรรณ บุตรทา
คุณแม่วันดี เล้ากิตติ
ผู้อยู่เบื้องหลัง ปิดทองหลังพระ
แม่ครัววัด ผู้คอยดูแลอาหารเช้า-เพลพระคุณเจ้า และคณะโยคีผู้ปฏิบัติธรรม ประจำเดือน มิถุนายน
งานบางอย่าง ก็ทำคนเดียวได้
งานบางอย่าง ก็อาศัยผู้ช่วย
บุญกุศล บุญบารมีหลวงพ่อหนุน ปกปักรักษาให้คุณฉวีวรรณ มีความสุขปราศจากทุกข์ โศกโรค ภัยมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
อนุโมทนาสาธุ
เป็นบุญยิ่งแล้ว
เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เตือน คณะสงฆ์ ขอให้กลับมาใส่ใจดูแลวัดวาอารามให้วัดกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมแก่พระเณรและญาติโยม เราไม่ควรเสียเวลาไปตามหา และทำในสิ่งที่มิใช่เป้าหมายและพันธกิจหลักของพระพุทธศาสนา
พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น กล่าวว่า พระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และประธานศูนย์ส่งเสริมสำนักปฏิบัติธรรมแห่งคณะสงฆ์ (มหานิกาย) ได้จัดกิจกรรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานประจำปี 2569 ขึ้น ได้กระตุ้นเตือนพระสังฆาธิการให้ตระหนักรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสถึงนิพพานว่าเป็นธรรมสูงสุด จึงขอให้กลับมาใส่ใจดูแลวัดวาอารามให้วัดกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมแก่พระเณรและญาติโยม เราไม่ควรเสียเวลาไปตามหา และทำในสิ่งที่มิใช่เป้าหมายและพันธกิจหลักของพระพุทธศาสนา มิฉะนั้นจะทำให้พระสังฆาธิการหลงทางและเสียเวลาในการพัฒนาวัดวาอาราม รวมถึงการนำพระเณรและญาติโยมเดินทางไปสู่หมุดหมายสำคัญของพระพุทธศาสนาด้วย
#NBTConnext
เจ้าคณะกรุงเทพมหานครเน้นย้ำพระสังฆาธิการ มุ่งพัฒนาวัดตามหลักพระพุทธศาสนา สู่เป้าหมายแห่งนิพพาน
พระพรหมวัชรวิมลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ประจำปี 2569 สำหรับพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดคลองบ้านใหม่ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1 – 15 มิถุนายน 2569 โดยมีพระสังฆาธิการเข้าร่วมโครงการจำนวน 75 รูป
พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น เปิดเผยว่า ในโอกาสดังกล่าว พระพรหมวัชรวิมลมุนีได้ให้โอวาทแก่พระสังฆาธิการผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ “พระนิพพาน” พร้อมทั้งขอให้พระสังฆาธิการทุกระดับให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อประโยชน์แก่พระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน
ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำว่า การบริหารและพัฒนาวัดควรมุ่งสู่ภารกิจหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ควรใช้เวลาและทรัพยากรไปกับกิจกรรมหรือสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางพระธรรมวินัย เพราะอาจทำให้การดำเนินงานของวัดเบี่ยงเบนจากแนวทางที่ถูกต้อง และไม่สามารถนำพาพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชนไปสู่ประโยชน์สูงสุดทางธรรมได้อย่างเต็มที่
สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตลอดระยะเวลา 15 วัน นอกจากจะเป็นการฝึกฝนและพัฒนาจิตใจแล้ว ยังเป็นการนำความรู้ทางพระพุทธศาสนาจากภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง อันเป็นแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบและทรงปฏิบัติจนตรัสรู้ ก่อนทรงประกาศเผยแผ่แก่พุทธบริษัท เพื่อเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนาสืบไป
การจัดโครงการครั้งนี้นับเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของพระสังฆาธิการ ให้มีความพร้อมทั้งด้านการปกครอง การเผยแผ่ และการปฏิบัติธรรม อันจะเป็นกำลังสำคัญในการธำรงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป
#พระพุทธศาสนา
#คณะสงฆ์
#เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
#พระสังฆาธิการ
#วิปัสสนากรรมฐาน
#ปฏิบัติธรรม
#พระธรรมวินัย
#พัฒนาวัด
#มหาเถรสมาคม
#วัดคลองบ้านใหม่
#นิพพาน
#เผยแผ่พระพุทธศาสนา
#ข่าวพระพุทธศาสนา
#ข่าวคณะสงฆ์
#พุทธศาสนิกชน
#BuddhismThailand
#ThaiBuddhism
#DhammaPractice
#VipassanaMeditation
#SanghaNews
#ความน่าเสียดายของชีวิต
ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สำหรับผู้ไม่ฝึกฝนวิปัสสนา
1. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #จะไม่มีวันเห็นชีวิตตามความเป็นจริง เพราะระบบชีวิตตามความเป็นจริง หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งส่วนประกอบของชีวิตทั้งห้าส่วนนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่าน การฟัง และไม่สามารถคิดนึกเอาเองได้ จำเป็นต้องฝึกสติโดยผ่านกระบวนการวิปัสสนาซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นขึ้น เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสรู้ความจริง เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง
2. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #จะมีจิตที่เหมาะสมกับการเติบโตของความทุกข์เป็นปกติ คือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้ง่ายๆ แม้ปล่อยวางได้แล้ว แต่ความคิดปรุงแต่งก็จะวนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ชั่วชีวิต ขอให้สังเกตชีวิตของตนเองอย่างเป็นกลาง ว่ามีความทุกข์มากกว่าความสุขจริงหรือไม่ ในแต่ละวัน มีความขุ่นมัวหรือความเบิกบานใจมากกว่ากัน มีความฟุ้งซ่านหรือสงบนิ่งมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการที่สติอ่อนกำลัง ไม่เท่าทันความคิด นี่คือธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่น่าแปลกใจเลย ที่คนส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญกับความทุกข์อันเกิดจากความคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา
3. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #ย่อมไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริง ว่าชีวิตตามความเป็นจริงประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เมื่อไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงได้แต่นึกเอาคิดเอาว่าชีวิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความรู้ว่าชีวิตคืออะไร คือจุดเริ่มต้นที่จะทำอะไรๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างในชีวิตย่อมมีแต่ความผิดพลาดไปทั้งหมด คือผิดก็คิดว่าถูก รวมความว่า "เป็นผู้ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้" และ "เป็นผู้ไม่รู้แต่ดันไปคิดว่าตนเองรู้แล้ว" เป็นความไม่รู้แบบซ้ำซ้อนอันเกิดจากการที่ปลงใจเชื่อตนเองแบบไม่เฉลียวใจ ไม่ศึกษา เปรียบเหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดที่เหลือก็ไม่มีวันถูกต้องไปได้
4. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #แม้ตั้งเป้าหมายใดๆ ในชีวิต ก็เป็นเพียงเป้าหมายแบบสมมุติบัญญัติ เป็นเป้าหมายที่อาจรู้สึกว่าถูกต้องในวันนี้ อาจเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามเสียมากมายในวันนี้ แต่สิ่งเดียวกันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า จากที่ชอบกลายเป็นไม่ชอบ จากที่เคยเทิดทูนบูชา กลายเป็นรู้สึกจืดชืดชินชา เป้าหมายชีวิตของคนที่ไม่รู้จักชีวิตตามความเป็นจริงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวันเวลา ตามวัย ตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมายที่มั่นคงชัดเจนที่ใช้ได้ชั่วชีวิต เนื่องจากเป็นการตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่ตนสมมุติขึ้นมาเองแต่แรก เมื่อสมมุติเปลี่ยน เป้าหมายย่อมเปลี่ยน ถึงวันหนึ่ง แม้ลาโลกไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์คืออะไร
5. พระพุทธเจ้าตรัสว่า #ธรรมชาติของจิต เหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ จิตใจที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจะเป็นจิตใจที่มีความชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ โดยธรรมชาติ หากไม่ต้องการให้จิตไหลลงต่ำ จิตก็จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ เราเรียนคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ เรียนธุรกิจอย่างเป็นระบบ เราเรียนภาษาต่างๆ อย่างเป็นระบบ แต่จิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เรากลับปล่อยให้ตนเองเรียนรู้ไปตามยถากรรม สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลทั่วไป
6. ผู้ที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #ย่อมมีสติในระดับที่ต่ำ มีสติอยู่ในระดับสัตว์โลก สติมีอยู่สามระดับ คือสติระลึกรู้ สติเห็นความคิด และมหาสติมหาปัญญา สติระดับแรก จะมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน แม้ในสัตว์บางชนิดก็มีสติเช่นนี้อยู่ในบางครั้ง แต่สติสองระดับหลัง จะมีอยู่ในผู้ที่ฝึกวิปัสสนาเท่านั้น สติระดับแรก อาจใช้ทำมาหากินได้ ใช้สร้างความสุขแบบโลกๆ ได้ แต่ใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ใช้ในการศึกษาความจริงของตนเองไม่ได้ ใช้ในการดับกิเลสก็ไม่ได้ แม้ผู้ใดมีกำลังสติเพียงระดับแรก ชีวิตนี้ก็มีอันต้องพบกับความสุขความทุกข์สลับกันไปมา และจะพลาดหนทางแห่งการเรียนรู้ความจริงของธรรมชาติไปโดยสิ้นเชิง
7. #จิตที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนาย่อมมีการปรุงแต่งสูงอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ปรุงแต่งเป็นความทุกข์ เป็นความท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง เบื่อ ซึม เซ็ง ต่อเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ปรุงแต่งต่อไปเพื่อสร้างภพภูมิใหม่ เป็นจิตที่มีโอกาสสูงที่จะคิดนึกในเรื่องอกุศล หรือมีความขุ่นมัวในวินาทีสุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ที่ตายไปแล้วและได้เกิดมาเป็นคนอีก จะเหลือเพียงเศษดินปลายเล็บ จากดินทั้งหมดในมหาปฐพี หมายความว่า คนส่วนใหญ่เมื่อตายไปแล้ว ก็มีอบายภูมิเป็นที่ไป พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนเสร็จในชาตินี้ก็ไปตกนรกต่อ และบุคคลผู้นั้นก็จะพบกับความทุกข์เจ็บปวดชนิดที่ไม่สามารถจินตนาการได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น เพราะเขาไม่มีกำลังสติในการควบคุมจิตสุดท้ายได้เท่านั้นเอง
8. #ปกติแล้วมนุษย์จะมีกิเลสทุกชนิดอยู่ในตนเอง ถ้ามีเหตุปัจจัยไปก่อกวน กิเลสก็จะฟุ้งกระจายออกมา เกิดเป็นความคิด คำพูด และการกระทำที่เป็นอกุศล วิปัสสนานั้น ไม่ได้ช่วยป้องกันกิเลสฟุ้งกระจายเท่านั้น แต่ยังสามารถสะสางกิเลสออกจากใจเป็นการถาวรได้ด้วย เราเรียกผู้ที่สามารถสำรอกกิเลสออกจากตนเองว่า พระโสดาบัน พระสกกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
9. #เมื่อฝึกวิปัสสนาถึงระดับหนึ่ง จิตจะได้รับความสุขในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความสุขแบบละเอียด เรียกว่าสุขจากสมาธิ และสุขจากวิมุติ ซึ่งเป็นความสุขชั้นสูงที่มีไว้เฉพาะผู้ฝึกจิตเท่านั้น ปกติคนเราจะได้รับความรู้อยู่เพียงระดับกามสุข คือมีโอกาสเข้าถึงแค่ความสุขชั้นตื้นอันเกิดจากสัมผัสรับรู้ต่างๆ แม้มนุษย์ผู้ใด สัมผัสเพียงความสุขระดับกามสุข มนุษย์ผู้นั้นก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
10. #วิปัสสนา ทำให้คนไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทำให้คนพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งปวง แท้จริงแล้ว วิปัสสนาคือวิถีชีวิตในอุดมคติที่พระพุทธเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกผู้นำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างสังคมของพระโสดาบันให้เกิดขึ้นในโลก สังคมของพระโสดาบันนี้ เป็นสังคมของผู้มีกิเลสน้อย เป็นสังคมแห่งสันติภาพ เป็นสังคมของคนเอาการเอางานแต่ไม่เอาชนะคะคาน เป็นสังคมแห่งความเมตตาอารี ชาวพุทธทั้งหลาย จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่จะทำการศึกษาวิชาวิปัสสนาอย่างจริงจัง ให้เข้าใจ ให้รู้จริง ให้ขึ้นใจ เพื่อจะนำไปปฏิบัติลงในชีวิตประจำวัน ปฏิบัติลงในการยืน เดิน นั่ง นอน รู้คิด รู้หยุดความคิด รู้เท่าทันความคิด รู้จักอยู่เหนือความคิดอันนำไปสู่การอยู่เหนืออัตตาตัวตน เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็จะได้สร้างประโยชน์ให้ตนเองและผู้อื่น ต่อเมื่อลมหายใจสุดท้าย ก็มีโอกาสได้พบสุคติภูมิเป็นที่หมาย มีโอกาสไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด แม้ไม่สนใจวิปัสสนาเลย โอกาสเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ก็ยากยิ่ง โอกาสสู่สุคติภูมิก็ยากยิ่ง โอกาสยุติการเวียนว่ายก็เป็นไปไม่ได้ ต้องมีชีวิตสุขๆ ทุกข์ๆ แบบโลกๆ เช่นนี้ไปชั่วอนันตกาล!!!
CR #ท่านพศิน อินทรวงค์
#คอร์สสติปัฏฐาน๔ รุ่นที่๑๐ ขอเชิญท่านที่สนใจ
ลงทะเบียนเข้าร่วม การปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน คอร์สสติปัฏฐาน๔ รุ่นที่๑๐
ระยะเวลา: วันที่ ๒๔ - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙
ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ ๘๙ วัดป่าชัยมงคล บ้านเมืองไผ่ ตำบลเมืองแฝก
อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
-----------------
พระวิปัสสนาจารย์ : ท่านพระครูสมุห์ทวี เกตุธมฺโม
ประธานโครงการ : อาจารย์อำนวยพร เหรียญทองเลิศ ดร.
สมัครในลิ้งค์ ที่แนบมานี้
https://forms.gle/Z7WwCMcG9VzhATxL9
#แบ่งปันด้วยใจมอบให้ด้วยรัก
อำนวยพร เหรียญทองเลิศ
เปลี่ยน “เวลานอน” ให้เป็น “เวลาบุญ” แบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้
หลายคนคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิเท่านั้น…
แต่จริงๆ แล้ว “ช่วงก่อนหลับ” คือเวลาทอง ที่ช่วยให้ใจเรานิ่ง สงบ และมีพลังมากแบบไม่รู้ตัวนะคะ
คืนนี้พี่รุ่งอยากชวนลองอะไรบางอย่าง…
ที่อาจเปลี่ยนพลังชีวิตคุณไปแบบเงียบๆ แต่ลึกมาก
━━━━━━━━━━━━━━━
ทำไมภาวนาก่อนนอนถึงดีมาก?
ตอนที่เรานอน แล้วค่อยๆ ภาวนา “พุท-โธ” ไปเรื่อยๆ
ใจจะค่อยๆ สงบลง…เบาลง…และหลับไปเองอย่างนุ่มนวล
ถ้าหลับไปพร้อมคำภาวนา
แปลว่าใจคุณกำลังอยู่ในสภาวะที่ดีมาก (สมาธิลึก)
และพลังนั้น…จะอยู่กับคุณไปตลอดทั้งคืน
เหมือนได้สะสมบุญแบบไม่ต้องฝืนเลยค่ะ
━━━━━━━━━━━━━━━
แล้วมันช่วยอะไรเรา?
ถ้าเผลอหลับไปแล้วจิตยังอยู่กับคำภาวนา
ใจจะเกาะกับ “ความดี” โดยอัตโนมัติ
ถ้าเกิดอะไรไม่คาดคิดในขณะหลับ
พลังบุญนี้จะช่วยพาใจไปในทางที่ดี
ทำบ่อยๆ ใจจะนิ่งขึ้น
ชีวิตจะค่อยๆ คลี่คลายแบบที่คุณเองก็แปลกใจ
━━━━━━━━━━━━━━━
3 เรื่องง่ายๆ ที่ช่วยให้ชีวิตเบาขึ้นจริง
รู้ว่า “ชีวิตไม่แน่นอน”
จะได้ไม่ใช้ชีวิตแบบประมาท
เชื่อมั่นในสิ่งดีๆ
ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งใจ
รักษาศีล 5 ให้ได้
เป็นเกราะกันพลังลบแบบดีที่สุด
━━━━━━━━━━━━━━━
วิธีทำง่ายๆ ก่อนนอนคืนนี้
นอนสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง
หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ”
ปล่อยใจให้เบา…แล้วหลับไปกับคำภาวนา
ถ้าตื่นมาแล้วใจยังภาวนาเองอยู่เบาๆ
นั่นแปลว่า…ใจคุณเริ่ม “นิ่ง” แล้วจริงๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
บางคนที่เข้ามาดูดวงกับพี่รุ่ง
พอแค่ปรับ...ชีวิตเขาเริ่มเปลี่ยนแบบไม่ต้องฝืนอะไรเลยนะคะ…
ใครอ่านถึงตรงนี้…ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ
━━━━━━━━━━━━━━━
“กดติดตามกันไว้นะคะ เผื่อวันไหนใจอ่อนล้า จะได้มีสิ่งดีๆ และพลังใจดีๆ ส่งถึงกัน
Inbox
สิริกร พรหมญาณ
โทร: 062-449-1636
LINE ID: rung5086
#พี่รุ่งพามู #นอนภาวนา #สร้างบุญง่ายๆ #พุทโธ #สมาธิ #ชีวิตดีขึ้น #พลังใจ #สายมูตัวแม่ #ดูดวงไพ่พรหมญาณ #ความเชื่อส่วนบุคคล
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคณะ 5
ประจำเดือน มิถุนายน 2569
#รวมภาพบรรยากาศ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคณะ5
นำสอนโดย พระอาจารย์ฐานัฏฐ์ ภูริปญฺโญ (อ.ภูริ)
ในระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569
ปฏิบัติที่ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช
#ท่านสามารถร่วมทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระวิปัสสนาจารย์และผู้ปฎิบัติธรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2569 หรือร่วมทำบุญบำรุงค่าน้ำ - ค่าไฟ คณะ 5 ได้ที่
#ธนาคารกรุงเทพ สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชื่อบัญชี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อบำรุงคณะ5วัดมหาธาตุ
บัญชีเลขที่ 905-0-27199-9
หรือสแกน QR Code ในคอมเมนต์ เพื่อทำบุญผ่านระบบ e-Donation (ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร) ช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่ต้องใช้ใบอนุโมทนาบัตร
———————————
#ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook : วัดมหาธาตุ คณะ 5 กรุงเทพ คลิ๊กลิ้งค์ https://www.facebook.com/profile.php?id=61573911485001
Line Official Account : @udomwid หรือคลิ๊กลิงค์
https://lin.ee/UIJAPN9
โทร.022226011 , 022233813
———————————
#คณะ5
#ปฏิบัติธรรมคณะ5วัดมหาธาตุ
ปิดคอร์ส ลงทะเบียน โครงการปฏืบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน วัดพุทธวิหารอัมเตอดัม ในวันที 17-19 มิถุนายน 2026 นี้เรารับแค่25ท่าน เท่านั้น ค่ะ เต็มแล้วค่ะ
Foto's
Berichten over dit event
ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคณะ 5
ประจำเดือน มิถุนายน 2569
#รวมภาพบรรยากาศ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคณะ5
นำสอนโดย พระอาจารย์ฐานัฏฐ์ ภูริปญฺโญ (อ.ภูริ)
ในระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569
ปฏิบัติที่ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช
#ท่านสามารถร่วมทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระวิปัสสนาจารย์และผู้ปฎิบัติธรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2569 หรือร่วมทำบุญบำรุงค่าน้ำ - ค่าไฟ คณะ 5 ได้ที่
#ธนาคารกรุงเทพ สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ชื่อบัญชี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อบำรุงคณะ5วัดมหาธาตุ
บัญชีเลขที่ 905-0-27199-9
หรือสแกน QR Code ในคอมเมนต์ เพื่อทำบุญผ่านระบบ e-Donation (ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร) ช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้ โดยไม่ต้องใช้ใบอนุโมทนาบัตร
———————————
#ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook : วัดมหาธาตุ คณะ 5 กรุงเทพ คลิ๊กลิ้งค์ https://www.facebook.com/profile.php?id=61573911485001
Line Official Account : @udomwid หรือคลิ๊กลิงค์
https://lin.ee/UIJAPN9
โทร.022226011 , 022233813
———————————
#คณะ5
#ปฏิบัติธรรมคณะ5วัดมหาธาตุ
เปลี่ยน “เวลานอน” ให้เป็น “เวลาบุญ” แบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้
หลายคนคิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิเท่านั้น…
แต่จริงๆ แล้ว “ช่วงก่อนหลับ” คือเวลาทอง ที่ช่วยให้ใจเรานิ่ง สงบ และมีพลังมากแบบไม่รู้ตัวนะคะ
คืนนี้พี่รุ่งอยากชวนลองอะไรบางอย่าง…
ที่อาจเปลี่ยนพลังชีวิตคุณไปแบบเงียบๆ แต่ลึกมาก
━━━━━━━━━━━━━━━
ทำไมภาวนาก่อนนอนถึงดีมาก?
ตอนที่เรานอน แล้วค่อยๆ ภาวนา “พุท-โธ” ไปเรื่อยๆ
ใจจะค่อยๆ สงบลง…เบาลง…และหลับไปเองอย่างนุ่มนวล
ถ้าหลับไปพร้อมคำภาวนา
แปลว่าใจคุณกำลังอยู่ในสภาวะที่ดีมาก (สมาธิลึก)
และพลังนั้น…จะอยู่กับคุณไปตลอดทั้งคืน
เหมือนได้สะสมบุญแบบไม่ต้องฝืนเลยค่ะ
━━━━━━━━━━━━━━━
แล้วมันช่วยอะไรเรา?
ถ้าเผลอหลับไปแล้วจิตยังอยู่กับคำภาวนา
ใจจะเกาะกับ “ความดี” โดยอัตโนมัติ
ถ้าเกิดอะไรไม่คาดคิดในขณะหลับ
พลังบุญนี้จะช่วยพาใจไปในทางที่ดี
ทำบ่อยๆ ใจจะนิ่งขึ้น
ชีวิตจะค่อยๆ คลี่คลายแบบที่คุณเองก็แปลกใจ
━━━━━━━━━━━━━━━
3 เรื่องง่ายๆ ที่ช่วยให้ชีวิตเบาขึ้นจริง
รู้ว่า “ชีวิตไม่แน่นอน”
จะได้ไม่ใช้ชีวิตแบบประมาท
เชื่อมั่นในสิ่งดีๆ
ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งใจ
รักษาศีล 5 ให้ได้
เป็นเกราะกันพลังลบแบบดีที่สุด
━━━━━━━━━━━━━━━
วิธีทำง่ายๆ ก่อนนอนคืนนี้
นอนสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง
หายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ”
ปล่อยใจให้เบา…แล้วหลับไปกับคำภาวนา
ถ้าตื่นมาแล้วใจยังภาวนาเองอยู่เบาๆ
นั่นแปลว่า…ใจคุณเริ่ม “นิ่ง” แล้วจริงๆ
━━━━━━━━━━━━━━━
บางคนที่เข้ามาดูดวงกับพี่รุ่ง
พอแค่ปรับ...ชีวิตเขาเริ่มเปลี่ยนแบบไม่ต้องฝืนอะไรเลยนะคะ…
ใครอ่านถึงตรงนี้…ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะ
━━━━━━━━━━━━━━━
“กดติดตามกันไว้นะคะ เผื่อวันไหนใจอ่อนล้า จะได้มีสิ่งดีๆ และพลังใจดีๆ ส่งถึงกัน
Inbox
สิริกร พรหมญาณ
โทร: 062-449-1636
LINE ID: rung5086
#พี่รุ่งพามู #นอนภาวนา #สร้างบุญง่ายๆ #พุทโธ #สมาธิ #ชีวิตดีขึ้น #พลังใจ #สายมูตัวแม่ #ดูดวงไพ่พรหมญาณ #ความเชื่อส่วนบุคคล
#ความน่าเสียดายของชีวิต
ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา สำหรับผู้ไม่ฝึกฝนวิปัสสนา
1. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #จะไม่มีวันเห็นชีวิตตามความเป็นจริง เพราะระบบชีวิตตามความเป็นจริง หรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า ขันธ์ห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งส่วนประกอบของชีวิตทั้งห้าส่วนนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่าน การฟัง และไม่สามารถคิดนึกเอาเองได้ จำเป็นต้องฝึกสติโดยผ่านกระบวนการวิปัสสนาซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นขึ้น เพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสรู้ความจริง เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง
2. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #จะมีจิตที่เหมาะสมกับการเติบโตของความทุกข์เป็นปกติ คือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้ง่ายๆ แม้ปล่อยวางได้แล้ว แต่ความคิดปรุงแต่งก็จะวนเวียนเข้ามาเรื่อยๆ ชั่วชีวิต ขอให้สังเกตชีวิตของตนเองอย่างเป็นกลาง ว่ามีความทุกข์มากกว่าความสุขจริงหรือไม่ ในแต่ละวัน มีความขุ่นมัวหรือความเบิกบานใจมากกว่ากัน มีความฟุ้งซ่านหรือสงบนิ่งมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการที่สติอ่อนกำลัง ไม่เท่าทันความคิด นี่คือธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่น่าแปลกใจเลย ที่คนส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญกับความทุกข์อันเกิดจากความคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา
3. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #ย่อมไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริง ว่าชีวิตตามความเป็นจริงประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เมื่อไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงได้แต่นึกเอาคิดเอาว่าชีวิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความรู้ว่าชีวิตคืออะไร คือจุดเริ่มต้นที่จะทำอะไรๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างในชีวิตย่อมมีแต่ความผิดพลาดไปทั้งหมด คือผิดก็คิดว่าถูก รวมความว่า "เป็นผู้ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้" และ "เป็นผู้ไม่รู้แต่ดันไปคิดว่าตนเองรู้แล้ว" เป็นความไม่รู้แบบซ้ำซ้อนอันเกิดจากการที่ปลงใจเชื่อตนเองแบบไม่เฉลียวใจ ไม่ศึกษา เปรียบเหมือนติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดที่เหลือก็ไม่มีวันถูกต้องไปได้
4. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #แม้ตั้งเป้าหมายใดๆ ในชีวิต ก็เป็นเพียงเป้าหมายแบบสมมุติบัญญัติ เป็นเป้าหมายที่อาจรู้สึกว่าถูกต้องในวันนี้ อาจเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามเสียมากมายในวันนี้ แต่สิ่งเดียวกันนี้ อาจกลายเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า จากที่ชอบกลายเป็นไม่ชอบ จากที่เคยเทิดทูนบูชา กลายเป็นรู้สึกจืดชืดชินชา เป้าหมายชีวิตของคนที่ไม่รู้จักชีวิตตามความเป็นจริงจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามวันเวลา ตามวัย ตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป้าหมายที่มั่นคงชัดเจนที่ใช้ได้ชั่วชีวิต เนื่องจากเป็นการตั้งเป้าหมายจากสิ่งที่ตนสมมุติขึ้นมาเองแต่แรก เมื่อสมมุติเปลี่ยน เป้าหมายย่อมเปลี่ยน ถึงวันหนึ่ง แม้ลาโลกไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์คืออะไร
5. พระพุทธเจ้าตรัสว่า #ธรรมชาติของจิต เหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ จิตใจที่ไม่ได้รับการฝึกฝนจะเป็นจิตใจที่มีความชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ โดยธรรมชาติ หากไม่ต้องการให้จิตไหลลงต่ำ จิตก็จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ เราเรียนคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ เรียนธุรกิจอย่างเป็นระบบ เราเรียนภาษาต่างๆ อย่างเป็นระบบ แต่จิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เรากลับปล่อยให้ตนเองเรียนรู้ไปตามยถากรรม สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลทั่วไป
6. ผู้ที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนา #ย่อมมีสติในระดับที่ต่ำ มีสติอยู่ในระดับสัตว์โลก สติมีอยู่สามระดับ คือสติระลึกรู้ สติเห็นความคิด และมหาสติมหาปัญญา สติระดับแรก จะมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน แม้ในสัตว์บางชนิดก็มีสติเช่นนี้อยู่ในบางครั้ง แต่สติสองระดับหลัง จะมีอยู่ในผู้ที่ฝึกวิปัสสนาเท่านั้น สติระดับแรก อาจใช้ทำมาหากินได้ ใช้สร้างความสุขแบบโลกๆ ได้ แต่ใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ใช้ในการศึกษาความจริงของตนเองไม่ได้ ใช้ในการดับกิเลสก็ไม่ได้ แม้ผู้ใดมีกำลังสติเพียงระดับแรก ชีวิตนี้ก็มีอันต้องพบกับความสุขความทุกข์สลับกันไปมา และจะพลาดหนทางแห่งการเรียนรู้ความจริงของธรรมชาติไปโดยสิ้นเชิง
7. #จิตที่ไม่เคยฝึกวิปัสสนาย่อมมีการปรุงแต่งสูงอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็ปรุงแต่งเป็นความทุกข์ เป็นความท้อแท้ หดหู่ สิ้นหวัง เบื่อ ซึม เซ็ง ต่อเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ปรุงแต่งต่อไปเพื่อสร้างภพภูมิใหม่ เป็นจิตที่มีโอกาสสูงที่จะคิดนึกในเรื่องอกุศล หรือมีความขุ่นมัวในวินาทีสุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์ที่ตายไปแล้วและได้เกิดมาเป็นคนอีก จะเหลือเพียงเศษดินปลายเล็บ จากดินทั้งหมดในมหาปฐพี หมายความว่า คนส่วนใหญ่เมื่อตายไปแล้ว ก็มีอบายภูมิเป็นที่ไป พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนเสร็จในชาตินี้ก็ไปตกนรกต่อ และบุคคลผู้นั้นก็จะพบกับความทุกข์เจ็บปวดชนิดที่ไม่สามารถจินตนาการได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น เพราะเขาไม่มีกำลังสติในการควบคุมจิตสุดท้ายได้เท่านั้นเอง
8. #ปกติแล้วมนุษย์จะมีกิเลสทุกชนิดอยู่ในตนเอง ถ้ามีเหตุปัจจัยไปก่อกวน กิเลสก็จะฟุ้งกระจายออกมา เกิดเป็นความคิด คำพูด และการกระทำที่เป็นอกุศล วิปัสสนานั้น ไม่ได้ช่วยป้องกันกิเลสฟุ้งกระจายเท่านั้น แต่ยังสามารถสะสางกิเลสออกจากใจเป็นการถาวรได้ด้วย เราเรียกผู้ที่สามารถสำรอกกิเลสออกจากตนเองว่า พระโสดาบัน พระสกกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
9. #เมื่อฝึกวิปัสสนาถึงระดับหนึ่ง จิตจะได้รับความสุขในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความสุขแบบละเอียด เรียกว่าสุขจากสมาธิ และสุขจากวิมุติ ซึ่งเป็นความสุขชั้นสูงที่มีไว้เฉพาะผู้ฝึกจิตเท่านั้น ปกติคนเราจะได้รับความรู้อยู่เพียงระดับกามสุข คือมีโอกาสเข้าถึงแค่ความสุขชั้นตื้นอันเกิดจากสัมผัสรับรู้ต่างๆ แม้มนุษย์ผู้ใด สัมผัสเพียงความสุขระดับกามสุข มนุษย์ผู้นั้นก็เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
10. #วิปัสสนา ทำให้คนไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทำให้คนพ้นไปจากกองทุกข์ทั้งปวง แท้จริงแล้ว วิปัสสนาคือวิถีชีวิตในอุดมคติที่พระพุทธเจ้าต้องการให้มนุษย์ทุกผู้นำไปปฏิบัติ เพื่อสร้างสังคมของพระโสดาบันให้เกิดขึ้นในโลก สังคมของพระโสดาบันนี้ เป็นสังคมของผู้มีกิเลสน้อย เป็นสังคมแห่งสันติภาพ เป็นสังคมของคนเอาการเอางานแต่ไม่เอาชนะคะคาน เป็นสังคมแห่งความเมตตาอารี ชาวพุทธทั้งหลาย จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่จะทำการศึกษาวิชาวิปัสสนาอย่างจริงจัง ให้เข้าใจ ให้รู้จริง ให้ขึ้นใจ เพื่อจะนำไปปฏิบัติลงในชีวิตประจำวัน ปฏิบัติลงในการยืน เดิน นั่ง นอน รู้คิด รู้หยุดความคิด รู้เท่าทันความคิด รู้จักอยู่เหนือความคิดอันนำไปสู่การอยู่เหนืออัตตาตัวตน เมื่อมีชีวิตอยู่ ก็จะได้สร้างประโยชน์ให้ตนเองและผู้อื่น ต่อเมื่อลมหายใจสุดท้าย ก็มีโอกาสได้พบสุคติภูมิเป็นที่หมาย มีโอกาสไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด แม้ไม่สนใจวิปัสสนาเลย โอกาสเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ก็ยากยิ่ง โอกาสสู่สุคติภูมิก็ยากยิ่ง โอกาสยุติการเวียนว่ายก็เป็นไปไม่ได้ ต้องมีชีวิตสุขๆ ทุกข์ๆ แบบโลกๆ เช่นนี้ไปชั่วอนันตกาล!!!
CR #ท่านพศิน อินทรวงค์
#คอร์สสติปัฏฐาน๔ รุ่นที่๑๐ ขอเชิญท่านที่สนใจ
ลงทะเบียนเข้าร่วม การปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน คอร์สสติปัฏฐาน๔ รุ่นที่๑๐
ระยะเวลา: วันที่ ๒๔ - ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๙
ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ ๘๙ วัดป่าชัยมงคล บ้านเมืองไผ่ ตำบลเมืองแฝก
อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
-----------------
พระวิปัสสนาจารย์ : ท่านพระครูสมุห์ทวี เกตุธมฺโม
ประธานโครงการ : อาจารย์อำนวยพร เหรียญทองเลิศ ดร.
สมัครในลิ้งค์ ที่แนบมานี้
https://forms.gle/Z7WwCMcG9VzhATxL9
#แบ่งปันด้วยใจมอบให้ด้วยรัก
อำนวยพร เหรียญทองเลิศ
ปิดคอร์ส ลงทะเบียน โครงการปฏืบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน วัดพุทธวิหารอัมเตอดัม ในวันที 17-19 มิถุนายน 2026 นี้เรารับแค่25ท่าน เท่านั้น ค่ะ เต็มแล้วค่ะ
เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เตือน คณะสงฆ์ ขอให้กลับมาใส่ใจดูแลวัดวาอารามให้วัดกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมแก่พระเณรและญาติโยม เราไม่ควรเสียเวลาไปตามหา และทำในสิ่งที่มิใช่เป้าหมายและพันธกิจหลักของพระพุทธศาสนา
พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น กล่าวว่า พระพรหมวัชรวิมลมุนี วิ. กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และประธานศูนย์ส่งเสริมสำนักปฏิบัติธรรมแห่งคณะสงฆ์ (มหานิกาย) ได้จัดกิจกรรมปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานประจำปี 2569 ขึ้น ได้กระตุ้นเตือนพระสังฆาธิการให้ตระหนักรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสถึงนิพพานว่าเป็นธรรมสูงสุด จึงขอให้กลับมาใส่ใจดูแลวัดวาอารามให้วัดกลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมแก่พระเณรและญาติโยม เราไม่ควรเสียเวลาไปตามหา และทำในสิ่งที่มิใช่เป้าหมายและพันธกิจหลักของพระพุทธศาสนา มิฉะนั้นจะทำให้พระสังฆาธิการหลงทางและเสียเวลาในการพัฒนาวัดวาอาราม รวมถึงการนำพระเณรและญาติโยมเดินทางไปสู่หมุดหมายสำคัญของพระพุทธศาสนาด้วย
#NBTConnext
เจ้าคณะกรุงเทพมหานครเน้นย้ำพระสังฆาธิการ มุ่งพัฒนาวัดตามหลักพระพุทธศาสนา สู่เป้าหมายแห่งนิพพาน
พระพรหมวัชรวิมลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้เป็นประธานโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ประจำปี 2569 สำหรับพระสังฆาธิการในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้น ณ วัดคลองบ้านใหม่ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1 – 15 มิถุนายน 2569 โดยมีพระสังฆาธิการเข้าร่วมโครงการจำนวน 75 รูป
พระเมธีวัชรบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดใหม่ยายแป้น เปิดเผยว่า ในโอกาสดังกล่าว พระพรหมวัชรวิมลมุนีได้ให้โอวาทแก่พระสังฆาธิการผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นย้ำถึงเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ “พระนิพพาน” พร้อมทั้งขอให้พระสังฆาธิการทุกระดับให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อประโยชน์แก่พระภิกษุ สามเณร และพุทธศาสนิกชน
ทั้งนี้ ได้มีการเน้นย้ำว่า การบริหารและพัฒนาวัดควรมุ่งสู่ภารกิจหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ควรใช้เวลาและทรัพยากรไปกับกิจกรรมหรือสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางพระธรรมวินัย เพราะอาจทำให้การดำเนินงานของวัดเบี่ยงเบนจากแนวทางที่ถูกต้อง และไม่สามารถนำพาพระภิกษุ สามเณร ตลอดจนพุทธศาสนิกชนไปสู่ประโยชน์สูงสุดทางธรรมได้อย่างเต็มที่
สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตลอดระยะเวลา 15 วัน นอกจากจะเป็นการฝึกฝนและพัฒนาจิตใจแล้ว ยังเป็นการนำความรู้ทางพระพุทธศาสนาจากภาคทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง อันเป็นแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบและทรงปฏิบัติจนตรัสรู้ ก่อนทรงประกาศเผยแผ่แก่พุทธบริษัท เพื่อเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ตามหลักพระพุทธศาสนาสืบไป
การจัดโครงการครั้งนี้นับเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของพระสังฆาธิการ ให้มีความพร้อมทั้งด้านการปกครอง การเผยแผ่ และการปฏิบัติธรรม อันจะเป็นกำลังสำคัญในการธำรงรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืนต่อไป
#พระพุทธศาสนา
#คณะสงฆ์
#เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร
#พระสังฆาธิการ
#วิปัสสนากรรมฐาน
#ปฏิบัติธรรม
#พระธรรมวินัย
#พัฒนาวัด
#มหาเถรสมาคม
#วัดคลองบ้านใหม่
#นิพพาน
#เผยแผ่พระพุทธศาสนา
#ข่าวพระพุทธศาสนา
#ข่าวคณะสงฆ์
#พุทธศาสนิกชน
#BuddhismThailand
#ThaiBuddhism
#DhammaPractice
#VipassanaMeditation
#SanghaNews
อนุโมทนาบุญ
คุณฉวีวรรณ บุตรทา
คุณแม่วันดี เล้ากิตติ
ผู้อยู่เบื้องหลัง ปิดทองหลังพระ
แม่ครัววัด ผู้คอยดูแลอาหารเช้า-เพลพระคุณเจ้า และคณะโยคีผู้ปฏิบัติธรรม ประจำเดือน มิถุนายน
งานบางอย่าง ก็ทำคนเดียวได้
งานบางอย่าง ก็อาศัยผู้ช่วย
บุญกุศล บุญบารมีหลวงพ่อหนุน ปกปักรักษาให้คุณฉวีวรรณ มีความสุขปราศจากทุกข์ โศกโรค ภัยมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง
อนุโมทนาสาธุ
เป็นบุญยิ่งแล้ว
Meditatiecursus van juni 2026 — deel 2.
Meditatiecursus van juni 2026 — deel 1.
Afsluiting van de meditatiecursus 'Pha Jai Ma Sai Tham' van juni 2026 (5–7 juni). Tot ziens in juli — anumodana aan iedereen, sadhu!
Afsluiting van de meditatiecursus, 5–7 juni 2026.
Een laatste ronde, maar de Dhamma laten we niet los: wie regelmatig mediteert, wordt door de Dhamma nooit verlaten. In de ochtend leidde Phra Ajahn Phra Maha Samran Theerametee de yogi's vol mededogen door zitmeditatie en loopmeditatie, met aanwijzingen voor de beoefening. Anumodana sadhu — een grote verdienste.
Vipassana-meditatiecursus 'Pha Jai Ma Sai Tham': je hoeft geluk niet ver te zoeken, en volmaaktheid evenmin — een kalm hart is al een goed leven. Wie tevreden is, vindt koele vreugde; wie genoeg heeft, vindt vreugde in het hart. Anumodana sadhu — een grote verdienste.
Vipassana-meditatiecursus (kammatthana) binnen het programma 'Pha Jai Ma Sai Tham'.
De meditatieruimte voor morgen is klaargemaakt: de dhamma-zetel voor de vipassana-leraar, eettafels voor de monniken en leraren, eet- en serveertafels voor de deelnemende yogi's, en ontvangststoelen voor de maaltijdsponsors. Alles staat klaar voor de vipassana-retraite volgens de Mahasatipatthana Sutta, binnen het maandprogramma 'Pha Jai Ma Sai Tham', 5–7 juni.